ผู้ติดตาม

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

ทำเนียบเจ้าเมืองจะนะ



ทำเนียบเจ้าเมืองจะนะ
  1. ราชาระวังเจลาบู พ.ศ. 1820-1840
  2. ขุนศรีสรรพกรรม พ.ศ. 2318-2321
  3. พระอนันต์สมบัติ(บุญเฮี้ยว) พ.ศ. 2321-2333
  4. พระมหานุภาพปราบสงคราม(ทิดเพชร) พ.ศ. 2333-2336
  5. พระมหานุภาพปราบสงคราม( เด่ง) พ.ศ. 2336
  6. หลวงวิชิตสงคราม(ขวัญซ้าย) พ.ศ. -2358
  7. พระมหานุภาพปราบสงคราม(ขวัญจง) พ.ศ. 2358-2380
  8. พระมหานุภาพปราบสงคราม(บัวแก้ว) พ.ศ. 2380-2411
  9. พระมหานุภาพปราบสงคราม(ปลอด ถิ่นจะนะ) พ.ศ. 2411-2441




วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

คำขวัญอำเภอจะนะ



นกเขาชวาเสียง
สำเนียงสะกอม
วัฒนธรรมหล่อหลอม
ออมทรัพย์เด่นดัง

นกเขาชวาเสียง
นกเขาชวาเสียง มีเอกลักษณ์สำคัญ คือ ความไพเราะของเสียงร้อง สามารถสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับเจ้าของได้เป็นอย่างดี ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน

สำเนียงสะกอม
เป็นภาษาไทยใต้กลุ่มหนึ่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากภาษาใต้อื่นๆ มีคำศัพท์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาไทยถิ่นใต้ และภาษามลายูปัตตานี

วัฒนธรรมหล่อหลอม
วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของคนในสังคม ซึ่งได้สืบทอดต่อมายังชนรุ่นหลัง วัฒนธรรมจึงเปรียบเสมือนเครื่องห่อหุ้มสังคม ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและศาสนา เป็นสิทธิส่วนบุคคล ชาวอำเภอจะนะให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่นำความต่างทางวัฒนธรรมมาเป็นเงื่อนไขเพื่อแบ่งแยก

ออมทรัพย์เด่นดัง
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อสวัสดิการและการผลิต ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 1 เมษายน 2523 เป็นกลุ่มออมทรัพย์ที่สร้างสวัสดิการให้แก่คนในชุมชน และสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

ประวัติอำเภอนาทวี



อำเภอนาทวี เดิมเป็นที่ตั้งของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา 
มีประวัติโดยสังเขปว่า อำเภอจะนะสมัยก่อนเรียกว่าเมืองจะนะ ที่ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลจะโหนง ท้องที่อำเภอจะนะ ต่อมาได้ย้ายที่ตั้งเมืองจะนะ มาตั้งอยู่ที่ตำบลนาทวี ทางด้านทิศตะวันออก ของที่ตั้งที่ว่าการอำเภอนาทวี 
เมืองจะนะสมัยนั้นเป็นเมืองชั้นตรี มีผู้ปกครองคือขุนศรีสรรพกรรม (นายซ้อน) และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้ย้ายเมืองจะนะปัจจุบันนี้ เนื่องจากในขณะนั้นที่ตำบลนาทวีการคมนาคมไม่สะดวก
ครั้นเมื่อได้มีประกาศใช้ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ พ.ศ. 2475 แล้ว จึงได้เปลี่ยนเมืองจะนะเป็น "อำเภอจะนะ" และยกฐานะท้องที่ตำบลนาทวีซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองจะนะเดิมรวมท้องที่ตำบลใกล้เคียงเป็น "กิ่งอำเภอนาทวี" ขึ้นอยู่กับอำเภอจะนะและประกาศเป็นอำเภอในเวลาต่อมา
·         วันที่ 10 มิถุนายน 2490 ตั้งตำบลฉาง แยกออกจากตำบลนาทวี ตั้งตำบลคลองทราย แยกออกจากตำบลนาหมอศรี ตั้งตำบลท่าประดู่ แยกออกจากตำบลปลักหนู ตั้งตำบลสะท้อน แยกออกจากตำบลทับช้าง
·         วันที่ 5 มิถุนายน 2499 ยกฐานะจากกิ่งอำเภอนาทวี อำเภอจะนะ เป็น อำเภอนาทวี
·         วันที่ 15 ตุลาคม 2499 จัดตั้งสุขาภิบาลนาทวี ในท้องที่บางส่วนของตำบลนาทวี
·         วันที่ 26 ธันวาคม 2510 ย้ายสถานีตำรวจภูธรประกอบ ไปตั้งที่ตำบลสะท้อน และเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีตำรวจภูธรสะท้อน โดยมีเขตรับผิดชอบ ในพื้นที่ตำบลสะท้อน ตำบลทับช้าง และตำบลประกอบ
·         วันที่ 21 มิถุนายน 2520 โอนพื้นที่หมู่ 7 (ในขณะนั้น) ของตำบลประกอบ ไปตั้งเป็นหมู่ 9 ของตำบลสะท้อน
·         วันที่ 5 สิงหาคม 2523 ตั้งตำบลคลองกวาง แยกออกจากตำบลปลักหนู
·         วันที่ 18 สิงหาคม 2535 เปลี่ยนแปลงเขตสุขาภิบาลนาทวี เพื่อความเหมาะสมในการบริหารกิจการและการทะนุบำรุงท้องถิ่น
·         วันที่ 25 ตุลาคม 2538 จัดตั้งศาลจังหวัดนาทวี
·         วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยกฐานะจากสุขาภิบาลนาทวี เป็นเทศบาลตำบลนาทวี

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

ประวัติอำเภอจะนะ



จะนะเดิมเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 เมือง ได้แก่ ปะเหลียน จะนะ เทพา และสงขลา

ต่อมา สงขลาได้แยกออกจากเมืองพัทลุง จะนะจึงไปขึ้นกับเมืองสงขลา มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนใต้และมีการสู้รบกับหัวเมืองมลายูตลอดเวลา

ขณะที่เป็นเมืองขึ้นของพัทลุง เจ้าพระยาพัทลุง (บุน) ได้แต่งตั้งนายอินทร์ หรือเณร ผู้เป็นน้องชาย ไปเป็นเจ้าเมืองจะนะ มีพระราชทินนามว่า “พระมหานุภาพปราบสงคราม” ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าเมืองเป็นนักรบ เมืองจะนะ จึงเป็นสมรภูมิรบ แต่ที่ตั้งเมืองจะนะในขณะนั้นคือ ที่นาทวี

เมืองจะนะไปเป็นเมืองขึ้นของสงขลา เจ้าเมืองสงขลาได้แต่งตั้งให้นายฉิน บุตรของอดีตเจ้าเมืองสงขลา (โยม) ขึ้นเป็นขุนรองราชมนตรี คุมไพร่ส่วยดีบุก 9 หมวด ทำให้เมืองจะนะกับเมืองสงขลา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน

ในระยะที่พม่าส่งกองทัพใหญ่ลงไปตีหัวเมืองภาคใต้ ทั้งเจ้าเมืองจะนะและขุนรองราชมนตรีเมืองจะนะ ประสบชะตากรรมถูกประหารชีวิต เนื่องจากกรมพระราชวังบวรนทสุรสีหนาถ ยกทัพจากรุงเทพมาปราบพม่าและหัวเมืองทางใต้ คือ ปัตตานี พบว่าเจ้าเมืองจะนะ ได้ลอบมีหนังสือไปถึงพม่าให้มาตีเมืองสงขลาและพัทลุง ส่วนขุนรองราชมนตรี มีความขัดเคืองกับพระยาสงขลาและได้ก่อกบฏพร้อมกับนายทหารทิดเพ็ชร ยึดเมืองสงขลาและสำเร็จราชการเอง ได้ปฏิบัติงานประมาทปล่อยเชลยเมืองปัตตานีหลบหนีไป

จะนะตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองสงขลา ได้มีเจ้าเมืองจะนะหลายคนผลัดกันขึ้นเป็นเจ้าตลอดเวลา มีแต่เรื่องการทำสงครามกับเมืองต่างๆ มีทั้งยกทัพไปรวมกับทัพสงขลาเพื่อไปรบพม่าร่วมมือกับหัวเมืองอื่นไปตั้งรับ ทัพจากไทรบุรี จนกระทั่งเมืองจะนะ ถูกข้าศึกจากเมืองปัตตานีมาโจมตีเสียหายอย่างยับเยิน

จะนะยังไม่ทันได้ฟื้นฟูบ้านเมืองจากการถูกเผา เมืองสงขลาก็แสวงหาผลประโยชน์จากเมืองจะนะ ในการรับเงินส่วยแทนกระดานทีละจำนวนมาก (แสดงให้เห็นว่าในอดีต คนจะนะต้องส่งส่วยกระดาน) นอกจากนี้ยังมีส่วยดีบุกและ ส่วยเสื่ออาสนะกันแชงเตย ที่คนจะนะต้องทำส่งอย่างไม่เป็นธรรม เจ้าเมืองจะนะได้วางเฉยเมืองสงขลาทวงส่วย อย่างบันทึกในใบบอกตอนหนึ่งว่า....... 

“ ด้วยเงินส่วยดีบุกจะนะ 9 หมวด เสืออานะกันเชยเตย ปีชวด สัมฤทิศกข้าพเจ้าให้กรมการเร่งพระมหานุภาพปราบสงคราม พระจะนะให้ส่งเงินส่วยดีบุก 9 หมวด เสื่อ อาสนะกันแชงเตยมายังเมืองสงขลา ข้าพเจ้าให้กรมการมีหนังสือเตือน พระมหานุภาพปราบสงครามพระจะนะ ถึง 3 ครั้ง พระมหานุภาพปราบสงคราม ก็ไม่ตอบหนังสือมาว่าประการใดสั่งกับผู้ถือมาว่า “หลวงไชยสุรินทร์” กรมการเมืองสงขลาเก็บเรียกเงินส่วนกระดานที่ตัวไร่ส่วยดีบุกจะนะ 9 หมวดเสียแล้ว พระมหานุภาพปราบ สงครามพระจะนะไม่มีเงินจะส่ง.....”

จะเห็นว่าเมืองจะนะ ไม่มีความสงบสุขมากนัก ต้องระมัดระวังศึกสงครามตลอดเวลาและชาวเมืองจะนะ ยังต้องทำงานเพื่อส่งสวยไปให้เมืองสงขลา แต่สิ่งที่ทำให้เมืองจะนะยืนหยัดเป็นเมืองอยู่ได้ด้วย ความสามารถของคนจะนะ บางครั้งต้องยอมสยบ บางครั้งพยายามเรียกร้องอิสรภาพและดื้อแพ่งกบฏต่อความไม่เป็นธรรม

ชาวจะนะน่าจะภูมิใจว่า อนึ่งที่ตั้งของเมืองจะนะนั้น มีการย้ายเมืองอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นเมืองที่ต้องทำการรบอยู่ตลอดเวลา ระยะแรกเชื่อว่าเมืองจะนะตั้งอยู่ที่ วังดาโต๊ะหรือวังโต้ ที่นาทวีปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ เพราะเจ้า เมืองจะนะคนแรกคือ พระมหานุภาพปราบสงคราม (อินทร์หรือเณร) บุตรพระยาราชบังสันซึ่งเป็นมุสลิม ต่อมาได้ย้ายเมืองไปอยู่ที่ปลักจะนะ และย้ายไปอยู่ที่บ้านในเมืองตำบลป่าชิงปัจจุบัน จากนั้นย้ายไปตั้งที่จะโหนง เมื่อเปลี่ยนการปกครองแบบเทศาภิบาล อำเภอจะนะก็ไปตั้งที่ว่าการที่อำเภอนาทวี แต่ด้วยเหตุที่ การคมนาคม ไม่ค่อยสะดวก จึงย้ายไปตั้งที่ใหม่ ที่บ้านนา พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านนา แต่ไปฟ้องกับชื่อ อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครนายก จึงได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น อำเภอจะนะ ตามเดิม

ข้อมูลจาก http://www.chana-sk.go.th

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

ทำเนียบกำนันตำบลแค


๑. นายเอียด          มะหะหมัดวงษ์

๒. นายบู              ยีมะแอ

๓. กำนันตำบลขุนตัดหวาย

๔. นายบู              ยีมะแอ (สมัยที่ ๒)

๕. นายเหล็ม         กัณตะดลย์

๖. นายสวี            เด็นสว่าง

๗. นายสา            หัดเหร็ม

๘. นายเส๊าะ         เหล็มเหม

๙. นายเอียด         หลีขาหรี

๑๐. นายดลเล๊าะ    หัดเหร็ม

๑๑. นายหวันหนุ๊    หีมยิ

๑๒. นายแอ          เจเพ็ง

๑๓. นายไฝสอน     หลีขาหรี

๑๔.  นายแอ          เจเพ็ง (สมัยที่ ๒)

๑๕. นายหมัดหนูด  เจเพ็ง

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ประวัติมัสยิดมะวาย์




มัสยิดมะวาย์ เดิมชื่อ "สุเหร่าท่าพอ"

จดทะเบียนมัสยิด ตามแบบ ม.อ. ๒ ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา
ทะเบียนเลขที่ ๔๖/๒๔๙๒ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

จดทะเบียนในชื่อ "มัสยิดบ้านคูแค"
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลขุนตัดหวาย
(ในสมัยนั้นอยู่ในเขตการปกครองของตำบลขุนตัดหวาย)
อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
โดยมีผู้ขอจดทะเบียน ๓ ท่าน คือ
๑. นายหยีไกรไหน      เหร็มหมีน       ตำแหน่งอิหม่าม
          ๒. นายหยีสะอะ        เหล็มหมาน     ตำแหน่งคอเต็บ
          ๓. นายอาหวัง           แดงสะอิ         ตำแหน่งบิหลั่น

ต่อมาได้จดรายการเปลี่ยนแปลงบันทึกการจดทะเบียน ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๒
๑. นายหะยีหรน        หมัดหลำ        ตำแหน่งอิหม่าม
          ๒. นายโส๊ะ               หลีขาหรี        ตำแหน่งคอเต็บ
          ๓. นายเส๊าะ             เหล็มเหม       ตำแหน่งบิหลั่น

และจดรายการเปลี่ยนแปลงบันทึกการจดทะเบียน ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๗
๑. นายศักริยา           เหล็มเหม       ตำแหน่งอิหม่าม
          ๒. นายหะลีฝีน           หวังเก็ม         ตำแหน่งคอเต็บ
          ๓. นายหม๊ะ              ล่าเต๊ะ           ตำแหน่งบิหลั่น

เดิมอาคารมัสยิดเป็นอาคารไม้ บริเวณโรงเรียนมะวาย์วิทยาในปัจจุบัน
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ได้ก่อสร้างอาคารซีเมนต์ ณ สถานที่ปัจจุบัน

คำขวัญบ้านแค




“ตำนานต้นแคยักษ์
ศูนย์หลักสุสานใหญ่
ทางสายใหม่แห่งศาสนา
ถิ่นทำนาอันสมบูรณ์”

คำขวัญบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมา เอกลักษณ์ ทุนทางวัฒนธรรม
และทรัพยากรธรรมชาติของบ้านแคได้เป็นอย่างดี

“ตำนานต้นแคยักษ์”
ต้นแคป่า
สื่อถึง “ต้นแคป่าขนาดใหญ่” 
อันเป็นที่มาของชื่อ “บ้านแค” ที่เล่าขานต่อกันมาว่า 
ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยมีต้นแคป่าขนาดใหญ่มาก 
ยืนต้นคู่กันอยู่ริมทาง ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาเรียกบริเวณนี้ว่า บ้านแค 

 “ศูนย์หลักสุสานใหญ่”

สื่อถึง “กุโบร์ต้นไข่เน่า” 
สุสานฝังศพขนาดใหญ่ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ตำบลแคและตำบลใกล้เคียง
อย่างตำบลคู ตำบลขุนตัดหวาย และตำบลท่าหมอไทร
ในช่วงวันอีดิ้ลฟิตรี (วันตรุษเฉลิมฉลองหลังเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน)
และวันอีดิ้ลอัฎฮา (วันตรุษเฉลิมฉลองช่วงการประกอบพิธีฮัจย์)
จะมีผู้คนจำนวนมากทั้งที่อยู่ในชุมชนและนอกชุมชน
เดินทางมาเยี่ยมสุสานของบรรพชน ณ สถานที่แห่งนี้  
นอกจากนี้ ในแต่ละปีจะมีการจัดกิจกรรมทำุบุญกุโบร์ประจำปี
ซึ่งถือเป็นกิจกรรมบุญกุโบร์ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอจะนะ
มีผู้ร่วมจัดงานและผู้เข้าร่วมจำนวนมาก 

บรรยากาศกิจกรรมบุญกุโบร์

“ทางสายใหม่แห่งศาสนา”
สื่อถึง “ปอเนาะทุ่งคำ”
สถาบันปอเนาะในชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นสถานศึกษา
ที่บ่มเพาะความรู้ด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรมแก่เยาวชนและคนในชุมชน
ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่งดงาม
และยังสื่อถึง “มัสยิดมะวาย์” ศาสนสถานอันเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 
และเป็นองค์กรศาสนาที่เข้มแข็งของชุมชน

มัสยิดมะวาย์ในยามค่ำคืน

“ถิ่นทำนาอันสมบูรณ์”
สื่อถึง “ทุ่งคำ” ทุ่งนาผืนใหญ่กลางหมู่บ้าน เปรียบเสมือน “อู่ข้าว อู่น้ำ” ของคนในชุมชน เป็นฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและอยู่คู่วิถีชีวิตของพี่น้องชาวบ้านแคมาช้านาน

ทุ่งคำ
 คำขวัญบทนี้ ประพันธ์โดยนายยูโส๊บ หลีดำ (ครูสบ, บังซ่อมรองเท้า)